ดู: 331|ตอบกลับ: 1

พรายผสม บทที่1 ตอนที่3 เทศกาลแห่งการคัดเลือก

[คัดลอกลิงก์]
Yuichiro X Asuramaru By ARAM
ฉันจะกำจัดแวมไพร์พวกนี้ไป
พรายผสม บทที่1 ตอนที่3 เทศกาลแห่งการคัดเลือก
ในขณะที่เลเทียเปิดกล่องขึ้นมานั้น สติของทั้งคู่ก็หลุดออกไป ริวรู้สึกตัวอีกทีเขาก็อยู่ในที่ที่ทั้งมืดทั้งชื้นบรรยากาศน่าขนลุกไปหมด
        ริว: นี่เราอยู่ที่ไหนเนี่ย เมื่อกี้ยังอยู่ที่ศาลเจ้าเก่าๆนั่นอยู่เลยนี่นา
แคกๆ ริวไอเล็กน้อย
        ริว: ที่นี่ มืดจังเลยนะ ว่าแต่ ยัยเลเทียล่ะ หายไปไหนแล้วเนี่ย เฮ้ยยยย นี่… มีใครอยู่ที่นี่ไหม…
ทางด้านของเลเทีย เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอกลับพบว่าตัวเอง อยู่ในทุ่งหญ้า ที่มีแสงแดดจัดและกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ใจกลางของทุ่งหญ้า มีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่
        เลเทีย: โอ๊ย… แสบตาจัง
เลเทียพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแล้วลุกขึ้นมาช้าๆ
        เลเทีย: ที่นี่ที่ไหนเนี่ย… ว้าว ที่นี่ สวยจังเลย
เลเทียพูดไปพลางยิ้มไป เธอได้เดินลัดเลาะไปตามทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ในทางกลับกันทางด้านริวนั้นเขาก็เริ่มออกเดินไปเรื่อยๆเพื่อหาทางออกจากที่ที่เขาอยู่ เขาเดินไปเรื่อยๆโดยได้เรียกหาเลเทียไปด้วยตลอดทาง
        ริว: นี่ มีใครอยู่ไหม…
ตอนนั้นเอง ก็มีแสงมีลักษณะเป็นเหมือนลูกแก้ววงกลมสีเขียวลอยเข้ามาทางที่ชิริวอยู่
        ริว: นั่นมัน แสงอะไรน่ะ นั่นใครน่ะ เลเทียหรือเปล่าน่ะ เฮ้…
ทันไดนั้นแสงนั่นก็พุ่งเข้าหาชิริวอย่างรวดเร็ว ชิริว มีอาการตกใจกลัว เขาได้หันหลังและวิ่งหนีแสงนั่น
        ริว: เฮ้ย นั่นแสงอะไรน่ะ อย่าเข้ามานะ ฮ๊าากก
เขาพูดกับตัวเองพลางวิ่งหนี แต่กลับมีเสียงผู้หญิงดังออกมาจากข้างหลังเขา
        เสียงปริศนา: นี่หยุดก่อน นี่นายจะวิ่งไปที่ไหนน่ะ
        ริว: ไม่รู้เฟร้ย.. จะอะไรไม่รู้ล่ะอย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย…
        เสียงปริศนา: เฮ้ย นี่ ฉันไม่ใช่ผีนะ ฉันมารับนายนะ หยุดก่อน
        ริว: ไม่หยุด ไม่มีทางอ่ะ
        เสียงปริศนา: นี่บอกแล้วว่าให้หยุดไง จะหยุดดีๆหรือว่าจะหยุดด้วยน้ำตา ฮะ
ทันใดนั้นริวก็หยุดวิ่ง
        ริว: หยุดก็ได้ครับ…
        เสียงปริศนา: นั่นล่ะ ดีมาก ถ้าไม่วิ่งตั้งแต่แรกนายก็ไม่ต้องเหนื่อยแล้วแท้ๆ
        ริว: จะไม่ให้วิ่งได้ไงล่ะ ก็มาซะน่ากลัวเลยอ่ะ
        เสียงปริศนา: นี่หรือว่านาย… กลัวผีหรอ
เสียงนั้น พูดไป กลั้นหัวเราะไป
        ริว: ไม่ได้กลัวสักหน่อย
        เสียงปริศนา: หรอ….
        ริว: อึ้ม ไม่กลัวก็ไม่กลัวสิ อย่าเซ้าซี้น่า ว่าแต่เธอน่ะ เป็นใคร มีธุระอะไร
ริวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
        เสียงปริศนา: ก่อนที่นายจะถามใครนี่นายหันมาก่อนได้ไหม เด็กอะไรไม่มีมารยาท
        ริว: เรื่องมากน่า
เสียงปริศนานั้น พูดไปหัวเราะไป
        เสียงปริศนา: อ่ะเอาเป็นว่า คิกๆๆ เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน
        ริว: ยังจะหัวเราะอีก
        เสียงปริศนา: นายนี่เรื่องมากจังนะ ขอแนะนำตัวเลยก็แล้วกันฉันชื่อแอนลิเซ่
เป็นเทพนักรบที่ปกป้องเมืองนี้อยู่ และที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อรับนายออกไปจากห้องผนึกนี่
ริวหันมาแล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่แสงนั้น
       ริว: นี่เป็นเทพจริงๆป่ะเนี่ย…
       แอนลิเซ่: นี่นาย อย่าจิ้มสิ มันจั๊กจี้นะ ฮ้าๆๆ
แอนลิเซ่พูดไป พูดไปพลางหัวเราะไป
      แอนลิเซ่: นี่นาย ชิริว ฉันจริงจังนะ รีบๆตามฉันมาเถอะ ก่อนที่ห้องนี้จะบีบตัวเข้ามาจนถึงที่สุดน่ะ
     นายอยากตายอยู่ที่นี่หรือไงฮะ เร็วเร็วเข้า
แอนลิเซ่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก
        ริว: อ้าว แล้วทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก
        แอนลิเซ่: แล้วนายฟังที่ฉันพูดบ้างไหมล่ะ
แอนลิเซ่ตะคอกใส่ริวอย่างแรง
        ริว: ขอโทษครับ
        แอนลิเซ่: รีบตามมาเร็ว
ริวรีบวิ่งตามแสงของแอนลิเซ่ไปในทันที ในขณะที่วิ่งอยู่นั้นแอนลิเซ่ก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับห้องๆนั้น
        แอนลิเซ่: ห้องนี้น่ะ เป็นห้องพิเศษที่มีไว้เพื่อกักตัวผู้ที่มีพลังของภูติพรายน์เอาไว้
ไม่ให้หลุดเข้าไปในที่ที่ฉันอยู่น่ะฉันเลยสร้างห้องนี้ให้เป็นเขตแดนพิเศษที่สามารถกักตัวได้ทุกคน แม้แต่ตัวฉันเอง มันทำงานได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่สามารถหยุดมันได้
       ริว: แล้วนี่เธอจะสร้างของอันตรายแบบนี้เอาไว้ทำไมในเมื่อแม้แต่เธอเองก็ยังควบคุมมันไม่ได้เลย
       แอนลิเซ่: นั่นก็เพราะว่า
แอนลิเซ่หยุดพูดแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง
        แอนลิเซ่: ช่างมันเถอะน่า รีบไปเถอะ
เมื่อวิ่งไปได้สักพักริวก็เห็นแสงอยู่ข้างหน้าพวกเขารีบวิ่งเข้าไปในแสงนั่นพวกเขาได้ไปโผล่ที่ทุ่งหญ้าที่มีแสงแดดจ้า แต่ในขณะที่ตาของริวกำลังปรับแสงอยู่นั้น แสงประกายของแอนลิเซ่ก็ลอยขึ้นห่างจากริวไปเรื่อยๆ เธอได้กระซิบให้ริวรับรู้
        แอนลิเซ่: หากนายอยากรู้เรื่องราวต่างๆ ให้นายมาที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กลางทุ่งหญ้านั่นดูสิ
แล้วนายจะได้รับรู้ทุกสิ่ง
       ริว: เดี๋ยวสิ แอนลิเซ่ ทำไมเสียงของเธอห่างออกไปล่ะ เดี๋ยวสิ ฉันยังถามเธอไม่หมดเลยนะที่นี่
มีใครที่เข้ามาที่นี่อีกหรือเปลาน่ะ นี่แอนลิเซ่ นี่ อย่าพึ่งไปสิ เฮ้ย… ได้ยินฉันไหม
ก่อนที่ริวจะพูดจบแสงของแอนลิเซ่ก็เลือนลางจางหายไปริวที่หันหน้ามองตามแสงที่ลอยขึ้นไไปนั้นก็หันกลับลงมาแล้วมองไปที่ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าอันเขียวขจีนั่นพร้อมกับพูดกับตัวเอง
        ริว: เฮ้อ… ยัยเทพบ๊องเอ้ย จะทำเรื่องให้มันยุ่งยากอีกทำไมเนี่ย แต่ก็เอาเถอะไหนๆก็ออกมาได้
แล้วก็ลองไปตามที่ยัยนั่นบอกหน่อยก็แล้วกันนะ
ริวตัดสินใจก้าวเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ตามคำพูดของแอนลิเซ่ เขาเดินลัดเลาะไป ตามแนวทุ่งหญ้าที่ทั้งต่ำและสูงสลับกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่เขาพบเห็นนั้น มีแต่ทุ่งหญ้าที่ไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีสัตว์แมลง หรือสิ่งมีชีวิตใดๆเลยที่อาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนทางด้านของเลเทียเธอได้เดินไป เล่นไปด้วยมีทั้งนำดอกไม้และกอหญ้ามาทำเป็งมงกุฏ เพลิดเพลินดูธรรมชาติไปเรื่อยๆแต่ในขณะที่เธอกำลังเดินเล่นไปเรื่อยๆอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อของเธอพร้อมกับชักชวนดังมาจากทางต้นไม้ใหญ่อย่างแผ่วเบา
        เสียงปริศนา: เลเทีย… มาทางนี้สิ มาหาฉันหน่อยสิ เลเทีย...
เลเทียหันไปมองทางต้นไม้ใหญ่แล้วพูดกับตัวเอง
        เลเทีย: เอ๊ะ.. นีมีใครเรียกชื่อฉันหรือเปล่านะ
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาอีกระลอกพร้อมกับกระแสลมที่พัดมาแผ่วๆ
        เสียงปริศนา: เลเทีย… มาที่ต้นไม้ใหญ่นี่หน่อยสิ
        เลเทีย: นั่นใครน่ะ
เลเทียถามไป แต่เสียงนั้นกลับเงียบ ในใจของเลเทียนั้นเหมือนมีอะไรดลใจสักอย่างให้เธเข้าไปที่ไต้ต้นไม้ใหญ่นั่น เลเทียตัดสินใจไม่เดินไปทางอื่นแล้วตั้งใจเดินเข้าไปที่โคนของต้นไม้ใหญ่ และในตอนนั้นเองริวก็เดินมาถึงโคนต้นไม้ใหญ่แล้ว ณโคนต้นไม้นั้น เป็นพื้นที่ที่หญ้าไม่สูงมากเป็นวงตามความกว้างของพุ่มใบล้อมรอบโคนต้นไม้ ริวแหงนชึ้นไปมองไปตามลำต้นของต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้า ขณะที่ริวกำลังมองอยู่นั้น ข้างๆริวก็มีเสียงต้นหญ้าสูงมิดหัวสั่นไหวเหมือนมีใครเดินมาข้างหลังเขา ริวรีบหันหลังกลับไปในทันที เลเทีย ที่กำลังขมักเขม้นกับการแหวกทุ่งหญ้าอยู่นั้นไม่ทันสังเกตุเห็นริวที่อยู่ด้านหน้าของเธอเลย ส่วนริวเมื่อเขาหันกลับไปนั้น เขาก็ตั้งท่าหวาดระแวง กลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่มา
        ริว: เฮ้ย ตัวไรน่ะ
ริวพูดกับตัวเอง ในตอนนั้นเอง เลเทียก็หลุดออกมาจากพงหญ้าสูง ริวจิงทักไปทันที
        ริว: เอ้า เลเทีย นี่เธอมาด้วยหรอ…
เลเทียเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองมาที่ริวที่ยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ แล้วเดินเข้าไปหาริวในทันที
        เลเทีย: อึม พอเปิดกล่องนั้นขึ้นมา ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีฉันก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
ล่ะ นายก็ด้วยงั้นสินะ
       ริว: อึม ดีใจจัง ที่ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว เธอน่ะ เป็นอะไรบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
       เลเทีย: ไม่นะ ฉันสบายดี เมื่อกี้ นายได้เรียกฉันตอนที่ฉันยังไม่ได้เข้ามาที่นี่หรือเปล่าน่ะ
       ริว: เปล่านะ ฉันไม่ได้เรียก
       เลเทีย: แล้วใครเรียกให้ฉันมาที่นี่ล่ะเนี่ย
ทันใดนั้นเอง ที่โคนต้นไม้ก็มีแสงสีทองส่องสว่างออกมาแล้วขยายออกมาอย่างรวดเร็วจนเต็มวงใต้ต้นไม้ลายเป็นวงเวทย์ขนาดใหญ่ พื้นที่ทั้งสองคนยืนอยู่สั่นไหวไปหมด ทั้งสองหยุดนิ่งในทันใดแล้วหันมองไปรอบๆ
        ริว: อะไรน่ะ
        เลเทีย: ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน…
ในตอนนั้นเอง ที่บนพุ่มใบของต้นไม้ก็มีแสงส่องลงมาเป็นลำส่องลงมาที่พื้นที่ปลายสุดของวงเวทย์นั้น กลายเป็นฉากแสงสีทองกั้นทุกสิ่งที่อยู่ในวงเวย์นั้นจากภายนอกในตอนนั้นเอง ทีลำแสงที่ส่องลงมาที่พื้นก็มีภูติตัวเล็กๆออกมาจากลำแสงนั้น ตัวของภูติเปล่งประกายเป็นสีต่างๆมากมาย
        เลเทีย: ว้าว… สวยจัง
เลเทียอุทานออกมาแล้วยิ้มไม่หุบเลยเมื่อเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ริวที่ยืนมองเลเทียอยู่นั้น ก็ได้ยิ้มแล้วมองเลเทียที่กำลังยิ้มและร่าเริงมากๆจนเขาหยุดมองเธอไม่ได้เลย ในขณะนั้นเอง พื้นที่ทั้งหมดก็ได้หยุดสั่นไหวภูติพรายน์ที่กำลังล่องลอยอยู่นั้นก็ได้ลอยสูงขึ้นไปแล้วรวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางต้นไม้และหายเข้าไปข้างในต้นไม้นั้นอย่างช้าๆ ในตอนนั้นเอง ทั้งคู่ก็เดินเข้ามาอยู่ที่หน้าต้นไม้ตรงที่แสงได้เข้าไปในต้นไม้แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปยังจุดนั้น
        เลเทีย: พวกมันเข้าไปทำอะไรกันน่ะ
        ริว: นั่นสิ แต่ที่มันทำแบบนั้นก็น่าจะมีเหตุผลบางอย่างแหล่ะ
ที่ตรงกลางลำต้นของต้นไม้ก็มีแสงเปิดออกเป็นวงกลมไม่ใหญ่มาก แล้วขณะนั้นเอง ก็มีผู้หญิงรูปร่างสูงเพรียวสมส่วนผมของเธอมีสีทองเงางามยาวสลวยผิวขาวใบหน้ากลมสวยริมฝีปากของเธอเป็นสีชมพูดูจิ้มลิ้ม ใส่ชุดเดรสสีชาวถูกตรึงติดเองไว้กับต้นไม้นั้น
        ริว:นั่นใครน่ะ
        เลเทีย: นั่นสิ ดูโหดร้ายจัง ใครเป็นคนทำกันนะ
ในตอนนั้นเอง แอนลิเซ่ก็ใช้พลังพูดกับทั้งสองคนผ่านทางจิตใจ
        แอนลิเซ่: นี่คือพื้นที่และสถานที่ที่ใช้ผนึกเราเอาไว้เมื่อสิบปีที่แล้วโดยคนทรงรุ่นก่อนเพื่อไม่ให้ เราถูกฆ่าเพื่อปลดพันธนาการของคนทรงของเราใน
        สงครามแย่งชิงคนทรงเมื่อสิบปีที่แล้ว และในตอนนี้ พวกเธอทั้งสองก็ได้มาปลดผนึกของภาชนะผนึกที่ใช้ผนึกฉันออกแล้วได้เข้ามาที่นี่ นั่นถือเป็น
        โชคชะตาที่พวกเธอต้องผเชิญและคนที่เรียกเธอ   เลเทีย นั่นคือเสียงขอฉันเอง
        เลเทีย: แล้วเธอเป็นใครกันแน่
        แอนลิเซ่: ฉันคือ เทพนักรบที่อยู่ในต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อปกป้องเมืองนี้เอาไว้ จากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เธอเอง ก็คงจะเป็นทายาทของเอมิเลียสินะ
เลเทียรู้สึกตกใจมากที่ได้ยินชื่อของแม่ของเธอจากปากของแอนลิเซ่ เธอจึงถามไปอย่างไม่ลังเล
        เลเทีย: นี่คุณรู้จักแม่ของฉันได้ยังไงคะ แล้วแม่ของฉันเกี่ยวข้องอะไรกับคุณกันแน่
       แอนลิเซ่: งั้นสินะ เป็นแบบนั้นจริงๆด้วยสินะ ฮ่าๆ
แอนลิเซ่พูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและแผ่วเบา
       แอนลิเซ่: ก่อที่ฉันจะตอบคำถามพวกเธอน่ะ ช่วยคลายผนึกให้ฉันก่อน จะได้หรือเปล่า หากพูด
คุยในสภาพนี้ อีกไม่นานพลังขอฉันที่เหลือเพียงน้อยนิดก็จะหมดกำลังที่จะต่อต้านผนึกนี่แล้วล่ะ
       ริว: แล้วจะให้พวกเราทำยังไงล่ะ
       แอนลิเซ่: พวกเธอนี่ซื่อตรงกันจริงๆนะ ฮ่ะๆฉันก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ เอาเป็นว่าขอให้พวกเธอทั้งสองคนกุมมือกันแล้วเดินเข้ามาที่โคนของต้นไม้
       แห่งชีวิตแล้วนำมือของทั้งสองคนมาแตะที่โคนต้นไม้จากนั้นให้พวกเธอหลับตา รวมจิตใจให้เป็นหนึ่งแล้วพูดสิ่งที่ต้องการพร้อมกัน ด้วยแรงแห่งความ
       เชื่อและความปรารถนาของพวกเธอ หากมันแรงกล้าพอ พวกเธอก็จะสามารถปลดผนึกนี้ใด้ แต่หากจิตใจของพวกเธอไม่แข็งแกร่งพอ ผนึกนี้ก็จะไม่
       คลายออกเช่นกัน
       ริว,เลเทีย: ครับ/ค่ะ...
ทั้งคู่ตอบรับคำพูดของแอนลิเซ่อย่างไร้ข้อสงสัยทั้งคู่เดินเข้าไปที่โคนต้นไม้และทำตามที่แอนลิเซ่บอกทั้งสองนำมือทั้งสองข้างแตะไปที่ต้นไม้แห่งชีวิตหลับตาลงเลเทียได้เริ่มอธิษฐานกับตัวอง
        เลเทีย: หากนี่เป็นโชคชะตาที่เราต้องเผชิญล่ะก็ จะขอผชิญกับมันให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน
และแล้วเลเทียก็ได้เริ่มพึมพำคำพูดกับตัวเธอเอง
        เลเทีย: ผนึกที่พันธนาการวิญญาณเอาไว้เอ๋ย ด้วยนามแห่งเราเลเทียและสายเลือดแห่งลูกหลานตระกูลฮีท เราขอปลดพันธนาการนี้
แล้วจากนั้นทั้งคู่จึงลืมตาขึ้นมาพร้อมกันแล้วตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงพร้อมๆกัน
        ริว,เลเทีย: คลาย...
บรรยากาศรอบๆตัวของทั้งสองก็เปลี่ยนไปทันตาแสงสีทองที่ล้อมรอบอยู่ ณ ต้นไม้นั้นได้แตกออกเป็นรอยและแตกสลายเป็นผุยผงได้ร่วงหล่นลงมาอย่างช้าๆราวหิมะสีทองที่กำลังโปรยปรายลงมา แอนลิเซ่ที่หลุดจากผนึกพันธนาการร่างของแอนลิเซ่ที่ทั้งสองเห็นอยู่บนต้นไม้ก็ได้หลุดออกมาแล้วหดเข้าไปเป็นรูปร่างทรงกลมรูปไข่ค่อยๆหล่นลงมา ทั้งเลเทียและริวตัวยืนอึ้งและทึ่งกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขา
        เลเทีย: ว้าว.. สวยจังเลย…
        ริว: นั่นสิ… จากนี้จะเป็นยังไงต่อไปนะ
เลเทียหันหน้ามาหาริวแล้วยิ้มพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวล
        เลเทีย: นั้นสินะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่ว่ามันจะดี หรือร้าย พวกเราก็ทำมันลงไปแล้วนี่นา
        ริว: เธอเนี่ยนะ ห้าห้าห้า
ริวหัวเราเบาๆพลางยิ้มไปพลาง
        ริว: งั้น เราก็มารับชะชากรรมที่จะเกิดต่อจากนี้เถอะ
        เลเทีย: อึม
เลเทียตอบรับคำพูดของริวแล้วทั้งคู่ก็หันกลับไปยังต้นไม้พร้อมเฝ้ามองแอนลิเซ่ที่อยู่ในวัตถุเรืองแสงรูปทรงใข่และตอนนั้นเอง พื้นที่เลเทียและริวยืนอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือนและแตกสลายลง ทุกสิ่งที่กำลังแตกสลายและกำลังร่วงหล่นลง ก็เปลี่ยนเป็นแสงประกายสีทองและถูกดูดเข้าสู่วัตถุเรืองแสงที่มีแอนลิเซ่อยู่ภายใน ริวและเลเทียต่างกุมมือกันไว้แน่นเนื่องจากพื้นที่พวกเขายืนอยู่นั้นก็พังทะลายไปด้วยเมื่อการสั่นสะเทือนหยุดลง ริวก็ได้ถามเลยเทียอย่างเบาๆ
        ริว: นี่ เลเทีย ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม
        เลเทีย: อึม ไม่เป็นไร แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะ แล้วนายล่ะ
        ริว: เราเองก็ไม่เป็นไรหรอก
ริวได้ลืมตาขึ้นแล้วพบว่าทุกอย่างตกอยู่ในความมืด มีเพียงแต่แสงจากวัตถุทรงใข่เรืองแสงสีทองที่มีแอนลิเซ่อยู่ภายในเพียงเท่านั้นริวเหลือบมองไปทางเลเทีย เขาก็เห็นเลเทีย ที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่และขณะนั้นเองแอนลิเซ่ก็ได้ส่งเสียงออกมาจากภายใน
        แอนลิเซ่: อย่าได้กลัวเลย พวกเธอน่ะ ไม่ตกลงไปหรอก
เลเทียลืมตาขึ้นแล้วแหงนมองด้านบนและในขณะนั้นเอง แอนลิเซ่ที่อยู่ในใข่ก็เริ่มขยายตัวออกมาเป็นรูปเป็นร่างปรากฏแก่สายตาพวกเขาทั้งสอง เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงเพรียวสมส่วนผมของเธอมีสีทองเงางามยาวสลวยผิวขาวใบหน้ากลมสวยริมฝีปากของเธอเป็นสีชมพูดูจิ้มลิ้ม ใส่ชุดเดรสสีชาว ลอยลงมาและยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา
        แอนลิเซ่: ขอบใจพวกเธอมากๆนะที่อุตส่าเชื่อฉัน ที่ไม่รู้แม้แต่หัวนอนปลายเท้า
แอนลิเซ่พูดด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นและแผ่วเบาพร้อมกับยื่นมือมาลูบหัวของทั้งสองคน
        เลเทีย: อุ่นจัง..
เลเทียเลิ้มตามขณะที่ถูกลูบหัว และแล้วแอนลิเซ่ปล่อยมือออกและเริ่มบรรยาย
        แอนลิเซ่: เอาล่ะ ได้เวลาทำตามสัญญาแล้วสินะเอาล่ะ เมื่อ1,000ปีที่แล้วฉันใด้รับมอบหมายจากหัวหน้าเผ่าพรายเทพแห่งสวรรค์ให้มาดูแลเมืองแห่งนี้
        ในฐานะเทพประจำเมืองแล้วฉันก็ได้อยู่ที่ต้นไม้ต้นนี้ตลอดมาและคนทรงรุ่นแรกก็คือลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ ผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกระทั่งมี
        การสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมากฏในการเลือกผู้สืบทอดจึงเปลี่ยนไป เป็นการคัดเลือกจากผู้มีความสามารถพิเศษทางวิญญาณมาเป็นผู้สืบทอดกลาย
        เป็นรุ่นคนทรงและนักรบวิญญาณรุ่นใหม่ รับสืบทอดต่อๆกันมารุ่นละ3ปีจนมาถึงนักกรบวิญญาณรุ่นใหม่ รุ่นที่สิบหรือก็คือแม่ของเธอเอมิเลียนั่นเอง
        เธอได้ชนะเหล่านักรบวิญญาณทั้งหมดและก้าวขึ้นมาเป็นคนทรงของฉันทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้งแต่ทว่า หลังจากนั้นได้ไม่นานความ
        วุ่นวายก็เริ่มบังเกิด เมื่อเจ้าแห่งนรก ได้ส่งกองกำลังขึ้นมายังพื้นดินเพื่อชิงตัวคนทรงของฉันไปเพื่อใช้เป็นคนทรงของตนเอง แต่ก็ต้องฆ่าฉันก่อน
        เพื่อปลดพันธสัญญาของตัวคนทรงแต่แม่ของเธอและเหล่านักรบวิญญาณผู้อาจหาญใด้ร่วมกันสู้อย่างไม่ลดละจนสุดท้าย แม่ของเธอได้ตัดสินใจ
        ผนึกฉันเอาไว้ในกล่องไม้แกะสลักนั่น เพื่อไม่ให้ใครทำลายพันธสัญญาของพวกเราได้ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ถูกผนึกและหลับไหลอยู่ข้างในนี้มาโดย
        ตลอด ตอนนี้แม่ของเธอเป็นยังไงบ้างสบายดีหรือเปล่า
        เลเทีย: อย่างงั้นหรอกหรือคะไม่นึกเลย ว่าคุณแม่ของฉันจะมีมุมที่แข็งแกร่งน่านับถือแบบนั้นด้วย
เลเทียพูดไปพลางยิ้มทั้งน้ำตาไปพลาง
        เลเทีย: คุณแม่น่ะ เสียไปตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วตอนที่หนูอยู่มอต้นแล้วล่ะค่ะ ทั้งๆที่คุณแม่เป็น
คนที่ออกจะใจดียิ้มหัวเราและร่าเริงอยู่ตลอดแท้ๆ คุณแม่เป็นคนแบบนั้นจริงๆจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็ตาม คุณแม่ก็ยังยิ้มให้ฉันและคุณพ่ออยู่ไม่รู้มาก่อนเลยว่า คุณแม่จะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ทีนี้ฉันก็รู้แล้วล่ะค่ะว่าคุณแม่น่ะ ไม่ได้อ่อนแอเหมือนกับที่ทุกคนเข้าใจหรอก ขอบคุณมากนะคะ ที่เล่าให้ฟัง
      ริว: เลเทีย ฉันเสียใจด้วยนะเอาผ้าเช็ดหน้าหน่อยไหม
ริวพูดพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับเลเทียที่กำลังร้องไห้อยู่
        เลเทีย: อึม ขอบใจนะ
        แอนลิเซ่: นี่ เลเทียเธอช่วยพาฉันไปเยี่ยมหลุมศพของเอมิเลียหน่อยจะได้ไหม
        เลเทีย: ค่ะ จะพาไปแน่นอนค่ะ
        แอนลิเซ่: แต่น่าเสียดาย ที่ฉันไม่สามารถติดต่อกับวิญญาณคนตายได้ เพราะผิดกฏแห่งสวรรค์
ฉันขอโทษด้วยนะ ที่ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย
        เลเทีย: ไม่หรอกค่ะ แค่คุณเล่าเรื่องของคุณแม่ของฉันให้กับฉันฟัง แค่นี้ฉันก็ดีใจแล้วล่ะ
เลเทียพูดและยิ้มทั้งน้ำตา
        แอนลิเซ่: จากนี้ไป เทศกาลแห่งการคัดเลือกนักรบวิญญาณจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าขอให้พวกเธอ จงเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ เพราะพวก
        เธอก็คือ หนึ่งในบุคคลที่ถูกเลือกด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นจากนี้ไป นักรบวิญญาณรุ่นที่สิบก็จะมารับดูแลฝึกฝนพวกเธอต่อไปและตอนนี้เอง พวกเขาก็คงสัมผัสถึงพลังของฉันและรู้ตัวกันหมดแล้วเช่นกัน
         ริว: เดี๋ยวสิ คำว่าพวกเธองั้นก็ควมถึงผมด้วยงั้นสิ
ทันใดนั้นเองขนาดตัวของแอนลิเซ่ก็ลดขนาดลงกลายเป็นเด็ก
        แอนลิเซ่: ก็ใช่น่ะสิ เห… เดี๋ยวก่อนสิ อย่าพึ่งหดสิ เดี๋ยวฉันก็ขาดความน่าเชื่อถือกันพอดีน่ะสิ
ทั้งริวและเลเทียต่างก็กลั้นขำเอาไว้แทบไม่อยู่ แอนลิเซ่สังเกตุเห็นพวกเขากำลังกลั้นขำกันอยู่เธอเลยถามกลับไปด้วยเสียงแบบเด็กๆ
        แอนลิเซ่: นี่พวกเธอ ขำอะไรกันน่ะ
        ริว: ก็เปล่านี่ คิกคิกคิก
        แอนลิเซ่:ก็เห็นขำอยู่ชัดๆน่ะ
        เลเทีย: เปล่าขำ จริงๆนะ
เลเทียเหลือบมองแอนลิเซ่แล้วก็กลั้นขำต่อ
        แอนลิเซ่: ก็เอาเถอะ ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้
แอนลิเซ่เอามือเท้าสะเอวแล้วพูดต่อ
        แอนลิเซ่: เอาล่ะ ตอนนี้ก็คงได้เวลาที่จะออกไปข้างนอกแล้ว
ทันใดนั้นแอนลิเซ่ก็ชี้นิ้วขึ้นด้านบนและก็เกิดเป็นวงเวทย์สีทองขนาดพอที่จะล้อมทุกคนเอาไว้ได้แล้ววงเวทย์เคลื่อนย้ายนั้นก็เลือนลงมาควบทุกคนเอาไว้และทุกคนก็ได้ออกมาจากข้างในกล่องไม้แกะสลักนั่นทั้งเลเทียและริวต่างกลับเข้าร่างของตัวเองและฟื้นขึ้นมา
        ริว: อ่าห์.. เรื่องเมื่อตะกี้อะไรกันแน่เนี่ย หรือว่าเราหลับฝันไป
มอสที่กำลังลุกรี้ลุกลนจนทำอะไรไม่เป็น เมื่อเห็นริวที่กำลังลุกขึ้นมาก็ตกใจมากๆเขารีบวิ่งเข้าไปหาริวอย่างรวดเร็ว
        มอส: นี่นายริว นายไม่เป็นไรใช่ไหม เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ หลังจากที่พวกนายเปิดหล่องไม้แกะสลักนั่นออกมา
        ริว: หือ นั่นสิเหมือนฝันถึงเรื่องอะไรบางอย่างน่ะ แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วน่ะ
        มอส:ตอนนี้หรอ พึ่งผ่านไปสิบนาทีเองน่ะ
และในตอนนั้นริวก็สังเกตุเห็นน้ำตาของเลเทียที่อยู่ข้างๆริวไหลออกมาริวจึงรีบเข้าไปเรียกเธอ
        ริว: นี่เลเทีย เฮ้เลเทีย เธอเป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ
เลเทียลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ
        เลเทีย: เอ๊ะ นี่ฉันเป็นอะไรไปน่ะ นี่เราอยู่ข้างนอกแล้วหรือ
        ริว: เธอไม่บาดเจ็บใช่ไหม
        เลเทีย: อือ
        มอส: เห… อยู่ข้างนอกหรือ แล้วกล่องไม้ล่ะ
        เลเทีย: อ้าว หายไปไหนล่ะ เอ๊ะ เมื่อกี้ฉันยังถือมันเอาไว้อยู่เลยนี่นา
เมื่อทุกคนก้มลงดูที่พื้น ก็พบเศษไม้ที่พังทะลายกลายเป็นผงกองอยู่ที่พื้น
        มอส: เฮ้ย แล้วนี่มันสลายไปได้ยังไงเนี่ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันแข็งมากๆแท้ๆ
มอสพูดด้วยท่าทางสงสัย
        ริว: นั่นสิ สงสัยคงหมดเวลาของมันแล้วจริงๆนั่นแหล่ะ
ทันใดนั้นเองกฌมีเสียงฝีเท้ามากมายอยู่ด้านนอกของศาลเจ้า
        เลเทีย: นั่นเสียงอะไรน่ะ
        มอส: หรือว่าพวดเขาจะจับได้แล้วว่าพวกเราแอบเข้ามาข้าในนี้น่ะ
        ริว: พูดเป็นเล่นน่า
ในขณะนั้นเองก็มีคนเข้ามาเปิดประตูและหน้าต่างของศาลเจ้า
        มอส: พวกเรารีบเข้าไว่อนกันก่อนเถอะ เร็ว
        เลเทีย: คงไม่ทันแล้วมั๊ง
        มอส: เห…
ทุกคนหันหน้าไปทางด้านประตูที่เลเทียหันหน้าไปก็พบกับผู้คนจำนวนมากที่อยู่ ณที่หน้าประตู
        มอส: ตายละหว่า
มอสหันหน้ากลับแล้วพยายามที่จะลุกแล้ววิ่งหนีแต่ทางด้านประตูอีกด้านหนึ่งของศาลเจ้ากลับมีคนเปิดประตูเข้ามาหนึ่งในคนที่เปิดประตูเข้ามานั้นได้เดินเข้ามาหาพวกเขาแล้วพามอส เลเทีย และริว ออกไปจากห้องนั้นไปยังสนามหน้าศาลเจ้าโดยไม่พูดอะไรเลย
        มอส: นี่ ริวนายว่าพวกเราจะโดนอะไรหรือเปล่าน่ะ
        ริว: คงไม่หรอกมั๊ง
        เลเทีย: แต่ถึงยังไงพวกนายก็ควรที่จะระวังตัวเอาไว้ก่อนนะ
        มอส: นั่นสินะ
ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีเสียงประกาศภายในอาคารเรียนดังขึ้น
        เสียงประกาศ: แจ้งถึงอาจารย์ผู้สอนทุกท่านและประกาศถึงนักเรียนทุกคน ขอให้นักเรียนทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานหน้าศาลเจ้าในเวลานี้ด้วยนะคะ
        ย้ำอีกครั้งขอให้นักเรียนทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานหน้าศาลเจ้าด้วยนะคะ ของคุณค่ะ
เมื่อเสียงประกาศสิ้นสุดลงทุกคนที่อยู่ในชั้นเรียนก็ได้ลงมารวมตัวกันที่ลานหน้าศาลเจ้านักเรียนทุกคนต่างซุบซิบกัน
        นักเรียนคนหนึ่ง: เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย
        นักเรียนอีกคน: หรือว่ามีนักเรียนหายตัวไปอีกแล้วน่ะ
        นักเรียนอีกคนหนึ่ง: ไม่น่า จะเป็นไปได้ยังไง นี่มันพึ่งจะเปิดเรียนเองนะ
ในตอนนั้นเองเหล่าผู้คนที่เข้าไปในศาลเจ้าที่นำโดยคณะศิษย์เก่าและเหล่าอาจารย์ก็เดินออกมาจากศาลเจ้าแล้วยืนเรียงแถวหน้ากระดานกันอยู่หน้าศาลเจ้า
        ริว:เฮ๊ะ นั่นมันแม่ของฉันก็อยู่ในแถวนั้นด้วยนี่นา
แล้วหัวหน้าศิษย์เก่าก็เดินออกมาจากแถว
        หัวหน้าคณะศิษย์เก่า:เอาล่ะทุกคน เงียบกันหน่อย
นักเรียนทุกคนก็ได้เงียบเสียงลง
        หัวหน้าคณะศิษย์เก่า: เอาล่ะ ผมเป็นหัวหน้าคณะศิษย์เก่าขอเป็นตัวแทนของคณะศิษย์เก่าทุกท่านที่มาวันนี้ก็จะขอมาแจ้งข่าวแก่ทุกคนว่า บัดนี้ช่วง
        เวลานั้นได้มาถึงแล้วอยากจะขอให้ทุกคนจงเตรียมตัวและเตรียมใจเอาไว้ให้ดี เพราะต่อจากนี้ จะเริ่มเทศกาลแห่งการคัดเลือกผู้ที่จะเป็นผู้นำรุ่นของ
        นักรบพรายผสมหรือนักรบวิญญาณ เพื่อเป็นตัวแทนในการที่จะปกป้องเมืองแห่งนี้เอาไว้จากนี้ไป จะมีการส่งจดหมายไปที่บ้านของผู้ได้รับการคัด
        เลือกเข้าร่วมการคัดเลือกโดยจะมีตัวแทนจากโรงเรียนเสาหลักทั้งสี่เข้าร่วมการคัดเลือกด้วยเช่นกันหากผู้ใดได้รับจดหมายแล้วก็ขอให้ผู้ได้รับการ
        คัดเลือกจงไปฝึกฝนกับศิษย์เก่าคนใดก็ได้ในแถวด้านหลังนี้ และขอเปิดเทศกาลแห่งการคัดเลือก ณบัตินี้ ขอให้ทุกคนจงโชคดี


โพสต์ 28-11-2016 02:32:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ

GMT+7, 26-9-2020 07:03 , Processed in 0.132521 second(s), 21 queries , Gzip On, XCache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้